Make your own free website on Tripod.com
pue's tales ; tales from pue
My dEar 5
Home
Fiction
HP-FanFiction
Non - Fiction
links

 
 
 
ตอนที่ 5

ถ้าเรื่องของฉันเรื่องนี้เป็นละครหรือว่าหนังล่ะก็ ตอนนี้ฉันอยากให้ตากล้องซูมหน้าฉันให้คนดูเห็นชัดๆ แล้วจะเห็นว่าตอนนี้หน้าฉันบึ้งมากๆ เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะอีตาพ่อเลี้ยงโรคจิตน่ะสิ เขาคิดอะไรของเขาอยู่นะถึงได้ปล่อยให้คนเข้าใจผิดอย่างนี้ เรื่องของเรื่องมันเริ่มมาจากผู้หญิงคนนึงที่เจอที่สนามบินเชียงใหม่

'ลูกน่ารักจังค่ะ'

'คะ?' ฉันคงทำหน้างงสุดฤทธิ์ ทำให้ผู้หญิงคนนั้นทำหน้าเอ๋อไปทันที

'ไม่ใช่ลูกชายเหรอคะ' ผู้หญิงคนนั้นถามเพื่อความแน่ใจ ฉันกำลังจะส่ายหัวอยู่แล้วเชียว ถ้าไม่มีใครบางคนมาตอบอะไรที่กำกวมขึ้นก่อน
'ขอบคุณครับ ลูกหินเดี๋ยวพ่ออุ้มนะครับ เราก็รักเจ้าตัวแสบนี่มาก ไปกันเถอะกวาง ขอตัวนะครับ เราต้องขึ้นเครื่องแล้ว' คำพูดง่ายๆ ดูเหมือนไม่มีอะไรแต่มันมี พูดอย่างนี้ท่ามกลางสถานการณ์อย่างนั้นก็ทำให้คนเขาเข้าใจผิดน่ะสิ

'นี่คุณ ทำไมถึงไม่บอกเขาไปว่าฉันไม่ใช่แม่ของตาลูกหิน' ฉันโวยวายเสียงดัง ทำให้ตาลูกหินหันมามองตาแป๋ว แต่ตอนนี้ฉันขอโวยวายคนตัวโตหน่อยเถอะ

'อย่าเสียงดังสิ เดี๋ยวลูกตกใจ' เขาพูดหน้าตาย ให้ตายสิฉันอยากจะฆ่าคนเหลือเกิน

'คุณนี่มัน' ฉันคิดคำด่าไม่ออกแล้ว คนอะไรก็ไม่รู้ บ้าที่สุดเลย บ้าๆๆๆ

เนี่ยแหละค่ะสาเหตุที่ฉันหน้าบึ้งอยู่อย่างนี้ ให้ตายสิ ฉันไม่รังเกียจตาลูกหินหรอกนะ แต่ว่าถ้าฉันเป็นแม่ตาลูกหินก็เท่ากับว่าฉันเป็น....กับตานั่นน่ะสิ ถึงแม้ฉันจะญาติดีกับอีตาพ่อเลี้ยงนั่น แต่ฉันก็ไม่ชอบท่าทีแปลกๆ ของเขาเลยแม้แต่น้อย เขาชอบหาเรื่องมาให้ฉันหัวป่วนได้เสมอ คราวนี้ก็อีกกระทงนึง เขาจะรู้ไหมว่าท่าทีของเขานอกจากจะทำให้ฉันหัวป่วนแล้วยังทำให้ฉัน...หวั่นไหว ให้ตายสิ ฉันไม่เคยเจอผู้ชายอย่างเขาเลย ขี้ตู่ ขี้เก็ก สารพัดจะขี้ อย่าให้เผลอนะ แม่จะผลักตกเก้าอี้ให้ขายหน้าประชาชี หรือไม่ก็ให้เดินเหยียบขี้หมา ให้เหม็นตายไปเลย

"พี่กวางโกรธอะไรลูกหินเหรอครับ" น้องลูกหินเดินเข้ามาเขย่าแขนฉันเบาๆ ระหว่างที่เราอยู่ตรงที่นั่งพักรอขึ้นเครื่อง

ฉันมองหน้าน้องลูกหินแล้วก็มองหน้าคนตัวโตที่นั่งถัดออกไปอีกสองตัว ...เจ้าเล่ห์นักนะ...

"เปล่านี่ครับ พี่กวางโกรธคุณพ่อต่างหาก" ฉันบอกเด็กไปตรงๆ เพื่อกระทบให้ผู้ใหญ่บางคนสะดุ้งสะเทือน

"พี่กวางโกรธพ่อดินเรื่องอะไรเหรอครับ" น้องลูกหินถามฉันตาแป๋ว

"ลูกหินก็ลองไปถามพ่อดินสิคะ" ฉันโยนลูกให้เขาเสียอย่างนั้น ดูซิจะตอบว่ายังไง ฉันพูดจบน้องลูกหินก็หันหน้าไปทางตัวต้นเหตุ ถ้าตาไม่ฝาด ฉันเห็นเขาอมยิ้มเล็กน้อย ก่อนที่จะเขยิบมานั่งใกล้ๆ แล้วก็อุ้มน้องลูกหินมานั่งบนตัก

"ก็พ่อดินยกลูกหินให้เป้นลูกแม่กวาง เอ้ย พี่กวาง แต่พี่กวางเขาไม่รับ" เขาโยนกลับมาให้ฉันหน้าตาเฉย คราวนี้ถึงตาฉันที่ต้องพูดบ้าง เพราะน้องลูกหินมองฉันตาโต แล้วก็ขืนตัวออกมาตักพ่อมาที่ตักฉัน แล้วก็กอดฉันแน่น

"ลูกหินอยากให้พี่กวางเป็นแม่อีกคน พี่กวางรักลูกหินนะครับ" ลูกหินกอดฉันแน่น ให้ตายสินี่มันอะไรกันเนี่ย ฉันไม่มีทางปฏิเสธได้เลย ไหนจะคนที่นั่งข้างๆ ที่ทำสายตาแพรวพราวอย่างเป็นต่ออีก

...พูดไปสิไอ้กวาง พูดออกไปว่าไม่ได้หรอก คนอื่นจะเข้าใจผิด ไม่ดีหรอก บอกน้องลูกหินไปสิ....

"ครับ" อา....ฉันแพ้ดวงตาแป๋วๆ นั่นอีกแล้ว ฉันไม่อยากให้ดวงตานั้นต้องสลดวูบลงไปเลย อยากให้มีแต่ความสดใสตลอดเวลา แล้วคราวนี้แววตาของน้องลูกหินเปล่งประกายจ้าเลยทีเดียว หลังจากนั้นก็หอมแก้มฉันดังฟอด

"ทีนี้ลูกหินก็มีพ่อดิน แม่เพลง แล้วก็แม่กวาง แถมยังมีคุณยายอีกต่างหาก" ลูกหินพูดด้วยดวงตาเป็นประกาย ชูนิ้วเล็กๆ ขึ้นมานับวงศาคณาญาติ

ทุกอย่างมันก็เหมือนว่าจะดี ถ้าไม่มีใครรับรู้ แต่ถ้ามีบุคคลที่สี่ล่ะก็ คำเดียวเลย...ไอ้กวางตายแน่ๆ ใครก็ได้ช่วยฉันที
 

เวลาไม่กี่ชั่วโมงที่ฉันเดินทางมาถึงกรุงเทพ เวลาไม่กี่ชั่วโมงที่เต็มไปด้วยความอึดอัด เพราะน้องลูกหินเรียกฉันว่า 'แม่' ทุกคำ เราสามคนก็เลยดูเหมือนครอบครัว มีพ่อมีแม่ มีลูกชายที่แสนจะน่ารักเป็นพยานรัก แต่พูดถึงน้องลูกหินก็น่ารักจริงๆ นั่นแหละ ขนาดแอร์โฮสเตสยังชมเลยว่า "ลูกน่ารักนะคะ"

เอาเถอะ ยังไงก็หลวมตัวมาถึงขั้นนี้แล้ว จะให้ทำอะไรก็คงไม่ได้ ก็อย่างว่าแหละเดินทางมา 3 คน มีเด็กเล็กๆ มาด้วยคนนึง ใครๆ ก็ต้องคิดว่าเป็นพ่อแม่ลูก
 
"กวาง" เสียงเรียกดังฟังชัดดังขึ้น ทำให้ฉันหันไปตามเสียง ฉันรู้อยู่แล้วล่ะว่าใครจะมารับที่สนามบินวันนี้ ก็เขาเป็นคนโทรมาบอกแถมอาสาอย่างแข็งขันเอง ทำให้ฉันปฏิเสธไม่ออก อีกอย่างฉันเองก็ไม่อยากกวนยัยปิ่นมัน มันจะต้องเตรียมตัวกับงานหมั้นในอีก 2 วันนี้ และนี่เป็นเหตุผลที่ฉันมากรุงเทพฯ คราวนี้

สำหรับพ่อเลี้ยงนั้นการมางานหมั้นของปิ่นเป็นเพียงผลพลอยได้ เพราะว่าเขาต้องลงมาเจรจาธุรกิจของเขา ปกติแล้วเขาจะมาคนเดียว แล้วฝากน้องลูกหินไว้ที่แม่ของฉัน แต่คราวนี้แม่บอกให้พาน้องลูกหินมาด้วยดีกว่า เพราะยังไงก็มีฉันลงมาด้วย แต่ฉันรู้นะว่าแม่มีแผนอะไร แม่อ้างว่าจะลงมางานหมั้นปิ่นเลย เพราะว่าเป็นห่วงรีสอร์ท แต่ที่จริง แม่อยากจะเปิดทางให้ฉันกับพี่ดินต่างหาก แม่เนี่ย...ไว้ใจไม่ได้เลย

"พี่คี" ฉันเรียกชื่อของอีกฝ่าย เป็นการตอบรับ ใบหน้าของเขาเปื้อนยิ้มอย่างจริงใจ เขาเดินเข้ามาช่วยฉันถือกระเป๋า ที่แม้จะใบไม่ใหญ่โตแต่ฉันก็รู้ดีว่าไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะพี่คีเป็นอย่างนี้เสมอ 'สุภาพบุรุษ'

พี่คี หรือพี่คีตาเป็นเพื่อนของพี่ภู แฟนของยัยปิ่น (อีกนัยนึงก็ว่าที่คู่หมั้นแหละ) มาสนิทกันตอนที่เขามาที่ร้านบ่อยๆ บางทีก็ไปเที่ยวกัน 4 คน ฉัน ปิ่น พี่ภูแล้วก็พี่คี ด้วยความที่ว่าฉันกับพี่คีไม่อยากจะเป็นก้างก็เลยจะคุยกันเองเสียส่วนมาก จนในที่สุดก็สนิทกัน เขาโทรมาบ้าง ฉันโทรไปบ้าง และที่สำคัญเรามีภารกิจร่วมกัน และตอนนี้ก็สำเร็จไปเกินครึ่ง

"ไงคะ ขาวขึ้นนะ" พี่คีพูดพลางขยี้ผมฉันเบาๆ อย่างเคย ฉันเองก็ยิ้มตอบไปอย่างร่าเริง

"ขาวขึ้นอย่างเดียวเหรอคะ?" ฉันแกล้งพูดงอนๆ ทำให้พี่คีหัวเราะขึ้นมา เขารู้ว่าฉันไม่เคยโกรธเขาจริงเสียที

"น่ารักขึ้นด้วยก็ได้ แล้วนี่จะไม่แนะนำหน่อยเหรอคะ" พี่คีพูดพลางพยักเพยิดไปทางสองคนพ่อลูก

"นี่พี่ดิน แล้วก็น้องลูกหินลูกของพี่ดิน นี่พี่คีค่ะ เพื่อนพี่ภู ว่าแต่ว่าพี่คีไม่เห็นไปเยี่ยมกวางบ้างเลย คนอื่นเขาไปกันหมดแล้วนะ" เขาแนะนำเสร็จก็หันไปคุยต่อ พร้อมๆ กับเดินนำหน้าสองคนพ่อลูกไป ฉันยอมรับเลยว่าพอไม่ได้เจอพี่คีนานๆ แล้วมันคิดถึงยังไงไม่รู้ แม้เขาจะโทรมาบ้าง หรือส่งข้อความมาให้บ้าง แต่ก็สู้เวลาที่เจอกันไม่ได้

"คนอื่นที่ว่าหมายถึงแม็กซ์หรือเปล่าคะ?" พี่คีพูดล้อๆ ทำให้ฉันทำท่างอนอีกครั้ง คนอะไรรู้ไปหมด

"ไม่เอาแล้วกวางไม่คุยกับพี่คีดีกว่า คุยแล้วเสียเปรียบชะมัด" ฉันพูดพลางทำท่างอนใส่ เรียกเสียงหัวเราะจากคนที่คุยด้วยไม่น้อย

ฉันกำลังจะคุยกับพี่คีต่อ แต่ก็มีตัวกลางมาขัด คนนั้นไม่ใช่ใครหรอกนะ ลูกชายของฉันเอง (ยอมรับก็ได้) แกเดินมาแทรกตรงกลางระหว่างฉันกับพี่คี จับมือฉันแน่นแล้วก็ทำหน้าบูดๆ

"เป็นอะไรไปครับลูกหิน ทะเลาะกับพ่อดินเหรอครับ"  ฉันถามพลางทำหน้าแปลกใจ ลูกหินส่ายหัวเสียแรง ฉันมองหน้าพี่คีเป็นเชิงขอความช่วยเหลือ

"หิวไหมครับ กินอะไรไหม?" พี่คีช่วยถาม คราวนี้น้องลูกหินไม่ส่ายหัว กลับทำหน้าบูดๆ ใส่พี่คี แล้วมาดึงฉันให้ไปเดินเข้าหลัง แม้แรงลูกหินจะไม่มาก แต่ฉันก็ไม่ได้ฝืนตัวเอาไว้ ตอนนี้ฉันเลยกลับมาเดินกับลูกหินและพี่ดิน

"แกหวงน่ะ" พี่ดินพูดเฉลยขึ้น หลังจากที่ฉันกับพี่คีทำท่างงๆ กันอยู่พักใหญ่ คำพูดของพ่อเลี้ยงถึงบางอ้อทันที ส่วนพี่คีก็ระบายยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู

"แม่กวางเดินกับลูกหินนะครับ"

ตายแล้ว...ฉันลืมบอกน้องลูกหินว่าห้ามเรียกต่อหน้าคนอื่น ฉันเงยหน้ามองพี่คีอัตโนมัติ ไอ้กวางตายแน่ๆ

"เฮ้ย" พี่คีพูดขึ้น แล้วมองหน้าฉันด้วยความตกใจอย่างสุดฤทธิ์ "นี่ๆๆๆๆ นี่กวาง"

"มันไม่ใช่...." ฉันพยายามจะอธิบาย แต่ดูเหมือนว่าพี่คีจะไม่ยอมให้ฉันอธิบายเลย

"กวางไม่ใช่มนุษย์โลกเหรอ ขึ้นไปแค่ไม่กี่เดือน ตั้งท้องและออกลูกมาโตขนาดนี้ ไม่น่าเลย โธ่...เรา ไม่น่าหลงคุยด้วยเลย" พี่คีจบลงด้วยไปหน้าเปื้อนยิ้ม แล้วก็จับแขนฉันอย่างทันควัน

"ไปกวาง" คำพูดของพี่คี ทำให้ฉันมองหน้าทันที

"ไปไหนคะ?" เขาจะทำอะไรกันนเนี่ย ฉันงงไปมด ไม่ใช่แค่ฉันงงหรอก พี่ดินก็งง ลูกหินก็งง

"ไปอเมริกา พี่จะได้รวย เพราะเอามะนาวต่างนุดมนุษย์ต่างดาวไปให้นาซ่าได้"

หูยยยยยยยย ขอตีสักทีเถอะ คนมากมุก ฉันตีพี่คีไปหลายทีเหมือนกัน แทนที่เขาจะเจ็บกลับหัวเราะร่าสดใส คนอะไรก็ไม่รู้ หน้าเป็นชะมัดเลย แต่ก็เพราะเขาเป็นอย่างนี้ล่ะมั้งฉันถึงได้ชอบคุยกับเขา เพราะเขาเป็นที่สนุกสนาน อ่อนโยน ใจดี เข้าใจ  และเป็นชายในฝันของผู้หญิงหลายๆ คน

ฉันเล่าที่มาที่ไปของการที่ฉันมาเป็นแม่ของน้องลูกหินให้พี่คีฟังคร่าวๆ เขาก็ยิ้มรับไม่ว่าอะไร แถมยังอุ้มน้องลูกหิน น้องลูกหินทำท่าขืนตัวเล็กน้อย แต่ก็สู้แรงพี่คีจอมพลังไม่ได้ ตอนนี้รู้สึกว่าพี่ดินจะตกขอบไปเลย ฉันแอบส่งสายตาไปมองเขา ดูเขาแปลกๆ ยังไงไม่รู้ มันไม่เหมือนตอนอยู่ที่เหนือเลย ดูเหมือนเขาจะมีอะไรในใจ

"พี่ดินเมาเครื่อง เมาบกหรือเปล่าคะ?" ฉันถามด้วยความห่วงใย แต่เขากลับส่ายหน้าเบาๆ

"พี่แยกไปตรงนี้เลยแล้วกัน ไปลูกหิน" เขาหันไปบอกลูกหิน ทำให้ฉันกับลูกหินเอ๋อไปทันที เพราะตกลงกันไว้ว่าเขาจะพักโรงแรมที่อยู่ใกล้ๆ คอนโดของฉันที่กรุงเทพ เสร็จแล้วจะพาน้องลูกหินไปเที่ยว แต่เขากลับมาแยกวงอย่างนี้ดื้อๆ

"อ้าว ไหนบอกว่า..." ฉันประท้วงเบาๆ

"กวางคงมีคนที่อยากอยู่ด้วยมากกว่า พี่เข้าใจ" น้ำเสียงของเขาแม้ว่าจะดูราบเรียบ แต่ฉันก็รู้สึกได้ถึงการประชดประชัน มันทำให้ฉันหน้าตึงไปทันที

"พ่อเลี้ยงต้องไปคุยเรื่องธุรกิจไม่ใช่เหรอคะ ฝากลูกหินไว้กับกวางเนี่ยแหละ เดี๋ยวแกจะเบื่อ" ฉันเปลี่ยนสรรพนามในการเรียกเขาทันที อยากทำตัวน่าหมั่นไส้เองทำไมล่ะ

"แกไม่ใช่ลูกกวางเสียหน่อย จะมาดูทำไม" ดูสิดู เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ยังเอาน้องลูกหินมาให้เป็นลูกอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับบอกว่า 'ไม่ใช่ลูกกวาง' น่าตีชะมัดเลยคนอะไรฟร่ะ

"ตามใจคุณแล้วกัน" ฉันพูดพลางอุ้มน้องลูกหินจากมือพี่คีมาส่งต่อให้คนหน้าบึ้งแถวนี้ ตอนนี้ฉันก็รู้สึกฉุน จนไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนแล้ว คนอะไรไม่มีเหตุผลเลย

"พี่คีไปกันเถอะค่ะ"

ฉันพูดพลางหันหลังไปเลย ไม่อยากจะสนใจคนไร้เหตุผล คนอะไรก็ไม่รู้ บทจะดีก็ดีใจหาย บทจะร้ายก็น่าหมั่นไส้ชะมัด แล้วนี่ของขึ้นอะไรขึ้นมาอีกก็ไม่รู้ เหอะ คิดเหรอว่าฉันจะง้อ ไม่มีทาง ฉันไม่ผิดเสียหน่อย แต่ฉันเดินไปได้ไม่เท่าไหร่ ก็มีเหตุให้ต้องหยุด ตาลูกหินวิ่งมาหาฉัน แล้วก็กอดฉันแน่น พร้อมกับน้ำตานองหน้า

"แม่กวางๆ แม่กวางทะเลาะกับพ่อดินทำไม" อ้าว...พูดอย่างนี้ฉันก็ผิดน่ะสิ

"ลูกหิน ไปกันได้แล้ว พี่กวางเขาไม่ว่าง" เขาพูดเสียงเข้ม ไม่ดังมาก แต่ก็เพียงพอให้คนในสนามบินหันมามอง ฉันเริ่มล่อกแล่ก บอกตามตรงว่าฉันไม่ชอบเป็นเป้าสายตาเลย

"ก็ไปด้วยกันสิครับ จะได้ไม่มีปัญหา" พี่คีพูดขึ้น แล้วก็เดินมาหาลูกหิน แล้วกระซิบลูกหินเบาๆ ด้วยถ้อยคำที่ฉันฟังไม่ถนัด ลูกหินมองหน้าพี่คีที่ขยิบตาให้ ก่อนที่จะยอมให้พี่คีอุ้มไปแต่โดยดี ทิ้งให้ฉันกับคนที่ทำตัวงี่เง่าเดินด้วยกัน ด้วยสีหน้าที่บูดบึ้ง

ฉันผิดอะไรใครบอกได้บ้าง ทำไมเขาถึงทำตัวแบบนี้ ทั้งๆ ที่ตอนลงเครื่องเขาก็ยังดีๆ อยู่ จนกระทั่งมาเจอกับพี่คีนี่แหละ หรือว่าเขาจะ... บ้าน่า เป็นไปไม่ได้หรอก ก็เราเป็นพี่น้องกันนี่นา เราตกลงกันแล้วว่าจะเป็นพี่ชายน้องสาวไม่ใช่เหรอ?
 

"เขาหึงกวาง ผู้ชายด้วยกันมองออก" พี่คีพูดขึ้น ขณะที่เรากำลังรอพี่ดินไปเก็บกระเป๋า ของฉันโยนเข้าห้องไปก็เรียบร้อยแล้วล่ะ ส่วนน้องลูกหินก็ตามติดฉันไม่ห่าง สงสัยกลัวฉันจะหนีไป

"บ้าน่า เขาจะมาหึงกวางทำไม เขากับกวางไม่ได้มีความสัมพันธ์ในเชิงนั้นเสียหน่อย" ฉันปฏิเสธพัลวัน

"แล้วคราวแม็กซ์พี่ดูพลาดไหมล่ะ" เขาย้อนถามกลับ แต่ฉันก็ยังไม่อยากจะเชื่ออยู่ดี

"สี่เท้ายังรู้พลาดเลย คราวนี้พี่คีอาจจะมองผิดก็ได้" ฉันพูดไปอย่างนั้น แต่ในใจก็หวั่นๆ พี่คีขยี้ผมฉันเบาๆ แล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน

"คอยดูก็แล้วกัน"
 
พอพี่ดินเดินลงมา พี่คีก็ขอตัวกลับไปทำงานต่อ สถาปนิกก็ยุ่งแบบนี้ล่ะนะ แต่เขาก็ยังสละเวลามารับฉัน อย่างนี้สิ ฉันถึงหลงรักเขาได้ไม่ยาก

ใช่แล้ว ไม่ผิดรอก ฉันเคยหลงรักพี่คี เพราะความขี้เล่น ช่างพูดช่างคุยของเขาเนี่ยแหละ ทำให้ฉันยอมเปิดประตูออกมาหาเขา แต่สิ่งที่ทุกคนคิดมันผิด เขาไม่เคยมองฉันในแง่ของคนรักเลย เขาเพียงแต่เอ็นดูฉันในฐานะน้องสาว

เรื่องของฉันกับเขามันเริ่มขึ้นเพราะว่าเขาเป็นห่วงพี่ภู ตั้งแต่แฟนเก่าพี่ภูทิ้งเขาไป พี่ภูก็ปิดตัวเองมาตลอดจนมาเจอปิ่น ทีแรกพี่คีก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งแม็กซ์เข้ามาขวางไม่อยากให้ปิ่นคบกับพี่ภู เนื่องจากแม็กคิดว่าพี่ภูจะมาหลอกยัยปิ่น ตอนนี้เองที่พี่คีเดินเข้ามาช่วย ด้วยการมายุ่งกับฉันให้แม็กซ์เข้าใจผิด และต้องมายุ่งเรื่องฉัน จะได้ละเลยเรื่องของปิ่นกับพี่ภูไป พี่คีเป็นคนแรกที่บอกว่าแม็กซ์ชอบฉัน มันทำให้ฉันตกใจพอควรเลยแหละ

หลังจากที่คุยกับพี่คีแล้ว ฉันจึงคิดว่าลองใช้แผนพี่คีก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร ฉันเองก็อยากจะช่วยเพื่อนอยู่แล้ว ฉันไม่อยากให้ปิ่นมันต้องมากังวลกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ชีวิตมันเจ็บมามากแล้ว ฉันจึงยอมเล่นเกมนี้ด้วย แต่ยิ่งสนิท ยิ่งรู้จัก ก็ยิ่งรู้สึกอบอุ่น และยิ่งรู้สึกเกินเลย แต่เปล่าเลยพี่เขาไม่เคยสนใจฉันเลย เขามีผู้หญิงคนนึงอยู่ในใจ ผู้หญิงที่ฉันไม่สามารถเทียบได้เลย

เรื่องทั้งหมดนี้มีเพียงฉันกับพี่คีเท่านั้นที่รู้ เพราะนอกจากพี่คีจะเป็นห่วงพี่ภูแล้ว พี่ภูเองก็เป็นห่วงที่คีที่ปักใจอยู่กับผู้หญิงคนนั้น ทั้งหมดที่พี่คีทำไปก็เพื่อความสบายใจของทุกคนด้วย มีเพียงแต่ฉันที่คิดเกินเลยไปกว่านั้น น่าอายจริงๆ แม้ว่าตอนนี้ฉันจะทำใจได้แล้ว แต่เวลาเจอหน้าพี่คีก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหัวใจพองโตขึ้นมา ได้แค่นี้ก็พอแล้วล่ะ เป็นน้องสาวที่เขาเฝ้าดูแลเอาใจใส่
 
"มองตาละห้อยเลยนะ" เสียงของพี่ดินทำให้ฉันตื่นจากภวังค์ แต่คำพูดของเขาทำให้ฉันต้องมองค้อนๆ คนอะไรช่างประชดประชันจริงๆ ชาติที่แล้วเกิดเป็นผู้หญิงหรือเปล่าเนี่ย

"เรื่องของกวาง" ฉันพูดห้วนๆ แล้วทำท่าจะเดินออกไป แต่ก็ถูกคนมือใหญ่จับข้อมือเอาไว้ก่อน

"ขอโทษ" เขาเอ่ยออกมาเบาๆ ทำให้ฉันคลายโกรธไปได้เยอะเลย ฉันกำลังจะตอบว่าไม่เป็นไร แต่ว่าเขาก็ชิงพูดออกมาเสียก่อน "รู้ว่าไม่มีสิทธิ์จะทำแบบนี้ มันลืมตัว ขอโทษจริงๆ"

คำพูดของเขาทำให้นิ่งอึ้ง และทำอะไรไม่ถูก นี่เขาหมายความว่ายังไงกัน....
 
วันนั้นทุกๆ อย่างก็เป็นไปตามแผนเดิม แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมก็คือความรู้สึกของฉัน หัวใจของฉันมันเต้นผิดจังหวะ เดี๋ยวเต้นด้วยจังหวะแร๊พ เดี๋ยวเต้นด้วยจังหวะฮิปฮอป จะบ้าตาย ฉันลอบมองพี่ดินที่ดูเหมือนว่าจะพยายามทำตัวปกติ เพราะไม่อยากให้ลูกหินเห็นว่ามีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไป นี่ฉันควรทำยังไงดีล่ะเนี่ย

"พี่ทำให้กวางลำบากใจหรือเปล่า" เขาพูดขึ้นขณะมองน้องลูกหินที่วิ่งเล่นอยู่ในบ้านลูกบอลอย่างสนุกสนาน เล่นเอาคนที่ไม่ได้เตรียมใจอย่างฉันสะดุ้งเลยเชียว

"เปล่านี่" ฉันตอบเสียงเบาออกไป ก็โกหกนี่นะ จะให้พูดดังได้ยังไงเล่า

"กวางอาจจะคิดว่ามันเร็วแต่สำหรับพี่มันไม่ใช่อย่างนั้น กวางจำพี่ไม่ได้เลยใช่ไหม" คำพูดแปลกๆ ของเขาทำให้ฉันมองหน้าเขาแปลกๆ เขาหมายความว่ายังไงกัน

"เราไม่เจอกันครั้งแรกที่สนามบินเชียงใหม่ตอนที่พี่ไปรับกวางหรอกนะ เราเจอกันครั้งแรกที่กรุงเทพเนี่ยแหละ ที่ร้านอาหารของกวางไง"
 
 
คืนนั้นก็เหมือนกับทุกวันที่ไม่ใช่วันหยุดหรือว่าวันเสาร์อาทิตย์ ลูกค้ามักจะทยอยกันมากินช่วงหัวค่ำมากกว่า พอช่วงดึกๆ ลูกค้าก็จะเริ่มบางตา เหลือเพียงโต๊ะเพียงไม่กี่โต๊ะ ด้วยความที่ว่าฉันเปิดร้านตั้งแต่ฉันเรียนจบ ทำให้การบริหารงานของฉันเป็นแบบสบายๆ และเป็นกันเองกับทุกคน มีเพียงกฎข้อเดียวที่ฉันให้ทุกคนทำตามก็คือ เวลางานทุกคนต้องเต็มที่

ฉันจำได้ลางๆ ว่าคืนนั้นฉันกำลังบอกให้ป้าหนิงที่เป็นแม่ครัวทำอาหารมากินกันก่อนที่จะปิดครัว ฉันบอกให้ป้าแกทำอาหารกินเล่นให้ฉันจานนึง เพราะยัยปิ่นทำกับข้าวรอเอาไว้ที่คอนโด ระหว่างที่ฉันกำลังน้ำลายสออยู่ ไอ้ปื้ด จอมกวนโอ้ยประจำร้านก็วิ่งหน้าตาตื่นมา

'เจ๊กวางๆ เอาอีกแล้ว'

'อะไรวะ' ฉันถามเสียงกระชาก ไปพูดดีมากไม่ได้หรอกไอ้นี่ เดี๋ยวมันเหลิง

'ลูกค้าเมาแล้วอาละวาด พอผมบอกว่าพี่เมาแล้วพอเถอะ เขาก็อาละวาดใหญ่เลย บอกว่ามีเงินจ่าย '

...เฮ้อ...เอาอีกแล้ว ไม่ต้องแปลกใจหรอกว่าทำไมฉันถึงคิดคำนี้ออกไป การเปิดร้านอาหารที่ขายเหล้าไปด้วย สิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้ก็คือลูกค้ากินเหล้าแล้วอาละวาด ลูกค้าที่มาคนเดียว เมาคนเดียว ส่วนใหญ่จะเป็นพวกมีปัญหา อันนี้พอจัดการเองได้ แต่ก็มีอีกพวกนึงที่มาเป็นหมู่คณะแล้วอาละวาด อันนี้ต้องขู่ว่าจะเรียกตำรวจอย่างเดียว

'มากี่คน เมามากไหม' ฉันถามด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย ตอนเจอครั้งแรกก็ตื่นเต้นอยู่หรอก แต่นี่เจอมาบ่อย ชินจนจะกลายเป็นเบื่ออยู่แล้ว ฉันซักปื้ดอีกสองสามคำ พอรู้เรื่อง ก่อนที่จะสั่งมันเป็นประโยคสุดท้าย

'ปื้ดไปตามโก้กับเอมาไป เดี๋ยวพี่ไปรับหน้าก่อน พี่มลคะ เตรียมของอื่นๆ ให้หน่อย'

ฉันเดินออกไปหน้าร้านก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายร้องเรียกหาเหล้า ฉันก็ได้แต่ส่ายหัว ผู้ชายคนนี้รูปร่างกำยำสูงใหญ่ หน้าตาก็ใช้ได้ แต่ไม่น่าสิ้นคิด ใช้เหล้าในการตัดสินปัญหาเลย

'คุณคะ ฉันเป็นเจ้าของร้าน ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรกับการบริการของเราหรือเปล่าคะ' ลูกค้าคือพระเจ้า ฉันท่องเอาไว้เสมอ และไม่ว่าฉันจะไม่ชอบใจแค่ไหน ฉันก็จะยิ้มและพูดจาดีๆ ครั้งนี้ก็เหมือนกัน

'เหล้า ผมอยากได้เหล้า' ดวงตาแดงก่ำของเขาตวัดขึ้นมามองฉันอยู่แว๊บนึง วินาทีนั้นฉันรู้สึกสงสารผู้ชายคนนี้จับใจ นัยน์ตาของเขาดูเศร้ามาก ท่าทางเขาคงเสียใจเรื่องอะไรมา

ฉันนั่งลงตรงข้ามกับเขาก่อนที่จะพูดขึ้นมาเบาๆ 'พอเถอะค่ะ คุณเมามากแล้ว'

ตอนนั้นฉันหวังนะ ว่าเขาจะฟังอะไรรู้เรื่อง แต่ดูเหมือนว่าฉันจะคิดผิด

'พูดไม่รู้เรื่องหรือไง ถ้าร้านนี้ไม่ขาย ไปที่อื่นก็ได้วะ' พูดจบเขาก็ลุกขึ้น แต่ก็ซนเซเต็มที ฉันจึงส่งสัญญาณให้สามหนุ่มเข้าประคอง ความจริงเขาเองก็อาละวาดนะ แต่เขาเองก็ไม่อยู่ในสภาพที่จะขัดขืนได้เต็มที่นัก ว่ากันง่ายๆ ก็คือ ขนาดเดินยังไม่มีเรี่ยวแรงเลย นับประสาอะไรกับการต้านทานแรงผู้ชายถึกๆ อย่างลูกน้องของฉันทั้งสามคน

แม้ว่าจะทุลักทุเลแค่ไหน ก็พาเขามาที่ห้องพักจนได้ ห้องนี้เป็นห้องที่เอาไว้ให้พนักงานพักผ่อนกัน อยู่ทางด้านหลังร้านเลยครัวออกไป

'โก้ค้นกระเป๋าเขาดูซิ มีพวกเบอร์โทรอะไรบ้างหรือเปล่า?' ฉันบอกโก้ โก้ก็ทำตามที่ฉันบอก แล้วก็ส่ายหัว

'ไม่มีอ่ะเจ๊ มีแต่รูป' โก้พูดพลางส่งกระเป๋าของเขาให้ฉันฉัน จังหวะเดียวกับที่พี่มลเอาผ้ากับกาละมังมาให้เช็ดตัว ฉันค้นกระเป๋าของเขาอีกครั้ง ก่อนที่จะดูรูป คนในรูปมีเขามีผู้หญิงคนนึงหน้าตาสะสวย แล้วก็เด็กผู้ชายคนนึงที่อยู่ในวัยกำลังน่ารักเชียว ท่าทางจะเป็นลูกและภรรยาของเขา ดูรูปแล้วบอกได้คำเดียวว่าน่าจะ(เคย)เป็นครอบครัวแสนสุข

'งั้นดูโทรศัพท์ซิ' ฉันบอกโก้ต่อหลังจากที่ค้นกระเป๋าของเขาดูแล้วไม่มีอะไรนอกจากเงินสองสามพัน และบัตรนู่นบัตรนี่ โก้เอามือควานในกระเป๋ากางเกงของเขา ก่อนที่จะยื่นโทรศัพท์ให้ฉัน ฉันฝากเด็กๆ ให้ช่วยเช็ดตัว ส่วนฉันก็กดโทรศัพท์หาสายสุดท้ายที่เขาโทรออก แต่โทรเท่าไหร่ก็ไม่มีคนรับเสียที จนครั้งล่าสุดเหมือนกับสายปลายทางตัดสายไป

ฉันมองชื่อปลายสายอย่างพิจารณา 'เพลง' สงสัยจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเป็นอย่างนี้ ฉันถอนหายใจหนักๆ ก่อนที่จะโทรไปหาเบอร์ต่อไปที่เขาโทรติดต่อด้วย ทีแรกปลายสายก็ดูหงุดหงิด แต่พอฉันพูดบอกว่าเจ้าของเครื่องสภาพเป็นยังไงปลายสายก็ตกใจทันที บอกกับฉันว่าจะมาให้ถึงเร็วที่สุด

จบสิ้นกันเสียทีคืนนี้ ตอนนี้ก็รอแต่เพื่อนของอีตานี่มารับ ขอให้มาเร็วๆ ด้วยเถอะ ง่วงจะตายอยู่แล้ว อยากกลับบ้านไปนอนเสียที

'อย่ามายุ่งกับฉัน บอกให้ปล่อยยังไงเล่า' เสียงโวยวายดังออกมา และฉันก็คิดว่าดังออกมาถึงหน้าร้านด้วย

....จะอะไรนักหนา...ฉันคิดในใจ ก่อนที่จะเดินเข้าไปข้างในอย่างหงุดหงิด

'ไปทำงานกันเถอะ เดี๋ยวกวางจัดการเอง' ฉันบอกทุกคนที่ทำหน้าระอากับคนตัวโตที่อาละวาดอยู่ ทั้งๆ ที่ไม่มีแรงจะทำอะไรมากนัก

'กวางไหวเหรอ พี่ช่วยดีกว่า' พี่มลพูดขึ้นอย่างเป็นห่วง

'ไม่เป็นไรค่ะ ไปทำงานกันเถอะ' ถ้าย้อนเวลากลับคืนมาได้ ฉันคงไม่พูดคำนี้ออกไป เพราะมันกลายเป็นเรื่องที่หนักหนาเอาการเลยทีเดียว กว่าเขาจะหมดแรงหลับไปได้ก็นานอยู่พอควร

ฉันมองดูคนตัวโตที่นอนอยู่บนเตียงไม้ที่มีที่นอนปิ๊กนิกปูอยู่พอไม่ให้เนื้อสัมผัสกับผิวไม้แข็งๆ เขาดูเพ้อขนาดหนัก เขาเอาแต่พูดว่า ...เพลงผมขอโทษ กลับมาหาผมเถอะ.... ท่าทางจะรักมากแหะ

เขาหลับอยู่สักพักใหญ่ๆ เพื่อนของเขาก็มารับที่ร้าน แต่กว่าเพื่อนของเขาจะมารับก็ปาเข้าไป 2 ชั่วโมงกว่าๆ มีเพียงฉันกับเจ้าปื้ดที่อยู่โยง ส่วนคนอื่นๆ ฉันไล่กลับไปหมดแล้ว ก็แต่ละคนมีครอบครัว มีบ้านที่ต้องกลับ มีไอ้ปื้ดนี่แหละที่ขออยู่ด้วย เพราะว่าเป็นห่วง แต่ก็มีข้อแม้ว่า ฉันต้องไปส่งที่บ้าน ซึ่งข้อนั้นฉันก็ต้องทำอยู่แล้ว

เพื่อนของเขาดูรีบร้อนมาก ขอโทษขอโพยฉันใหญ่ พวกเขาบอกว่าเขาขับรถมาจากชลบุรีกัน รีบบึ่งมาสุดๆ ฉันก็ได้แต่ยิ้มบอกว่าไม่เป็นไร ความจริงก็เป็นล่ะนะ แต่เห็นหน้าที่ร้อนรนแล้วก็คิดว่าพวกเราคงรีบกันสุดๆ แล้ว

'โธ่ ดินไม่น่าเลย' เพื่อนของเขาอุทานเมื่อเห็นสภาพที่...ขอโทษเถอะนะ ...ทุเรศของเขา

ตอนนี้เพื่อนของเขาและเพื่อนเขยกำลังช่วยกันพยุงตัวเขาขึ้นมา แต่คนที่นอนหลับไม่ได้สติตั้งนาน กลับลุกขึ้นมาอาละวาดหาเหล้า แล้วเหวี่ยงไม้เหวี่ยงมือสะเปะสะปะไปหมด ให้ตายสิ จะนอนไม่รู้เรื่องอย่างเดิมก็ไม่ได้

ดูเหมือนคนตัวใหญ่จะแรงเยอะมากๆ ขนาดไอ้ปื้ดเข้าไปช่วยยังเอาไม่อยู่เลย นี่ขนาดเมาอยู่นะเนี่ย โอ้ย เมื่อไหร่เรื่องมันจะจบๆ ไปซะที นี่ก็ตี 3 กว่าๆ แล้วนะ ง่วงโว้ย

'โครม' เสียงอะไรเหรอ เสียงน้ำกระทบตัวคนค่ะ หมั่นไส้เหลือขนาดแล้ว หมั่นไส้ด้วย ง่วงด้วย โมโหด้วย ก็เลยเอาน้ำที่เช็ดตัวนั่นแหละค่ะ สาดเข้าไปที่คนตัวใหญ่ เผื่อจะได้สติมาบ้าง

'คุณจะบ้าเหรอ แค่ผู้หญิงคนเดียวเมาเหมือนหมาอย่างนี้ คิดบ้างหรือเปล่าว่าใครเขาจะต้องเดือดร้อนเพราะคุณ ตัวคุณเองก็มีลูกไม่ใช่เหรอ ลูกยังต้องพึ่งพาคุณอยู่นะ นายเป็นอย่างนี้แล้วลูกคุณจะเป็นยังไงเคยคิดบ้างไหม ล้มแล้วก็ลุกขึ้นมาใหม่สิ บัดโธ่โว้ย'

ฉันโวยวายเสียงดัง ตอนนั้นฟิวส์ฉันขาดไปแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันรู้สึกคือ เขาหยุดนิ่ง แวตาของเขาดูสลดไปนิดนึง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกผิด ตรงกันข้ามฉันรู้สึดสะใจ และรู้สึกดีมากๆ ที่ทำอย่างนี้ แต่สุดท้าย ฉันก็เดินไปเอาผ้าเช็ดตัว แล้วขอเสื้อกับกางเกงเจ้าปื้ดโยนให้เขา แล้วเราก็ไม่ได้พูดกันอีกเลย
 
 

"ตอนนั้นพี่เสียใจมาก เสียใจจนคิดว่าตายไปได้ก็ยิ่งดี ยิ่งลงมาง้อแล้วเขาไม่ยอมดีด้วย แถมทะเลาะกันต่อใหญ่โตทำให้คิดว่า...เพลงเขาหมดรักพี่แล้ว ตอนนั้นพี่มัวแต่คิดถึงตัวเองจนลืมว่ายังมีชีวิตน้อยๆ รอพี่อยู่ คืนนั้นพี่อยากจะเมาให้ตายไปเลย" เขาพูดออกมา ส่วนฉันก็ได้แต่อ้าปากค้าง เหตุการณ์นั้นฉันจำได้ดีก็จริง แต่ฉันก็จำไม่ได้หรอกว่าผู้ชายคนนั้นหน้าตาเป็นยังไง และไม่ได้ใส่ใจที่จะจำด้วยซ้ำ

"พี่จำแววตาของกวางได้อย่างแม่นยำเลยนะ คำพูดของกวางทำให้พี่คิดได้ แล้ววันนึงพี่ก็ไปที่รีสอร์ท เห็นรูปของกวาง พี่ก็เลยถาม คุณน้าเขาก็เลยคิดว่าพี่สนใจกวาง แล้วก็พยายามติดต่อให้ พี่เองก็เฉยๆ แต่พอยิ่งได้คุย ยิ่งได้รู้จักกวาง พี่ก็...."

"พ่อดินครับ แม่กวางครับ" เสียงน้องลูกหินเรียกเราสองคน แต่ไม่มีใครหันไปทางน้องลูกหินเลย เราสองคนมองหน้ากันราวกับจะสื่อสารกันในใจ ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าฉันอยากจะฟังคำพูดของเขาต่อ หรือว่าควรจะดีใจที่น้องลูกหินมาขัดจังหวะดี

"ว่าไงครับ อยากเล่นอะไรอีก" เขาละสายตาจากฉันไปที่ลูกชายตัวน้อย แล้วลูบหัวอย่างรักใคร่

"ลูกหินหิวแล้วครับ อยากกินไอติม" ลูกหินพูดพลางยิ้มกว้างอย่างน่ารัก เราสามคนจึงตกลงใจที่จะไปกินไอศกรีมกัน ฉัน...น้องลูกหิน...แล้วก็พี่ดิน
 

หลังจากวันนั้นฉันก็ไม่ได้คุยอะไรกับเขาเกี่ยวกับเรื่องนั้นอีกเลย เพราะฉันเองก็มัวแต่ไปช่วยยัยปิ่นวุ่นเรื่องงานหมั้น ส่วนเขาก็วุ่นเรื่องธุรกิจ ส่วนน้องลูกหินก็มาอยู่กับฉัน วุ่นบ้างอะไรบ้าง แต่น้องลูกหินก็ไม่เคยงอแงเลย เป็นเด็กดีน่ารักมาก แต่ที่ทำให้ทุกคนแตกตื่นก็คือ คำที่ลูกหินเรียกฉันเนี่ยแหละ

"แม่กวางๆ ลูกหินอยากกินขนมครับ"

"ครับๆ ปิ่นเดี๋ยวฉันมานะ" ตอนนั้นก็ไม่คิดอะไรหรอก แต่ยัยปิ่นนี่สิ ท่าทางจะคิดมาก และคิดไปไกลเสียด้วยสิ

"ทำไมน้องลูกหินเรียกแกว่าแม่" ยัยปิ่นซักฉันหน้าตาจริงจัง ฉันก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ ก่อนที่จะเล่าให้ฟังคร่าวๆ

"แล้วแกก็ยอม มันไม่ธรรมดานะกวาง คนอื่นเขาจะคิดยังไง แล้วนี่แม็กซ์ไม่อาละวาดใหญ่เหรอ" ชื่อของแม็กซ์ทำให้ฉันชะงัก ตั้งแต่เกิดเรื่อง ฉันก็ไม่ได้ติดต่อมันอีกเลย ฉันเริ่มกลัวที่จะต้องเผชิญหน้า

"มีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า?" สมแล้วที่เป็นปิ่น จับความผิดปกติของฉันได้ แต่ฉันไม่อยากบอกมัน ก็เลยได้ปัดไม้ปัดมือวุ่นไปหมด

"จะมีอะไรเล่า แกน่ะอย่ามากังวลเรื่องของฉันเลย ฉันก็แค่สงสารน้องลูกหิน แกน่ารักออก" ฉันพูดปัดๆ ไป แล้วก็เดินเลี่ยงไปทางอื่น แต่ในใจหวั่นไหวไปไม่น้อยเลยทีเดียว จริงอย่างที่ปิ่นมันว่ามันไม่ธรรมดาเลยที่น้องลูกหินเรียกฉันอย่างนั้น แต่จะให้ทำยังไงล่ะ ก็มันหลวมตัวไปแล้วนี่นา ส่วนเรื่องแม็กซ์... เอาไว้ค่อยคิดทีหลังก็แล้วกัน
 
 
เย็นก่อนวันที่ยัยปิ่นจะหมั้น ฉันพาลูกหินไปส่งให้กับพี่ดิน เพราะว่าฉันจะต้องตื่นตั้งแต่ไก่ยังไม่โฮ่เพื่อที่จะช่วยยัยปิ่นแต่งตัว และเตรียมอะไรหลายๆ อย่าง จึงไม่อยากให้น้องลูกหินต้องมาลำบากด้วย แต่เด็กตาแป๋วคนนี้เนี่ยสิ ดูเหมือนว่าจะไม่เข้าใจอะไรเสียเลย

"ลูกหินอยากนอนกับแม่กวาง พ่อชอบนอนกรนลูกหินนอนไม่หลับ" คำพูดของน้องลูกหินที่เอามาเผาพ่อทำให้ฉันอดที่จะอมยิ้มไม่ได้ ส่วนอีกฝ่ายที่ถูกกล่าวถึงก็ได้แต่ทำหน้าเขินๆ ไม่นึกเลยแหะว่าเขาจะมีมุมนี้ด้วย

"พี่...เอ้ย แม่กวางต้องช่วยพี่ปิ่นแต่งตัวน่ะครับ พรุ่งนี้คงวุ่นน่าดู คืนนี้จะได้นอนหรือเปล่ายังไม่รู้เลย" ฉันพูดอธิบายให้แกฟัง แต่แกทำท่าจะไม่ยอมท่าเดียวเลย

"คืนนี้พ่อพยายามจะนอนให้เงียบที่สุดนะครับ อย่าทำให้แม่เขาลำบากใจสิครับ" พี่ดินพยายามช่วยพูด แต่แกก็เกาะขาฉันนิ่ง

"เอางี้ เดี๋ยวแม่กวางไปกล่อมนะครับ แม่กวางจะไม่ไปไหนจนกว่าลูกหินจะหลับ ตกลงไหมครับ" ฉันยื่นข้อเสนอที่คิดว่าดีที่สุดให้กับลูกหิน

"ทำไมคืนนี้ลูกหินไปนอนกับแม่กวางไม่ได้ล่ะครับ" ลูกหินถามเสียงเศร้า แกกำลังจะเล่นไม้นี้กับฉันอีกแล้ว แต่คราวนี้มันไม่ได้จริงๆ ฉันไม่อยากให้แกต้องมาลำบากด้วย

"ก็เพราะแม่กวางรักลูกหินมากๆ อยากให้ลูกหินนอนหลับสบายๆ ไม่ต้องมาตื่นพร้อมแม่ไงครับ แล้วก็ลูกหินก็ต้องรักแม่กวางด้วยการไปนอนกับพ่อดิน 1 คืน แม่กวางจะได้หมดห่วง ดีไหมครับ?" น้องลูกหินทำท่าคิดอยู่พักนึงก่อนที่จะพยักหน้าเบาๆ ทำให้ฉันถอนหายใจโล่งอกไปเปราะหนึ่ง
 
 
เมื่อเห็นว่าน้องลูกหินหลับสนิทแล้ว ฉันจึงค่อยๆ ดึงมือออกจากมือเล็กๆ ของแกเบาๆ ตอนนี้ฉันคงกลับได้แล้วสินะ ฉันคิดอย่างนั้นก็ตัดสินใจลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ตั้งใจว่าจะไปบอกเจ้าของห้องว่าจะขอตัวกลับ แต่พอลุกขึ้นจะหันหลังกลับไปก็กลับชนกับร่างหนาเสียก่อน เล่นเอาเซไปเลย แต่ก็ยังมีมือใหญ่ๆ มาประคองเอาไว้ ฉันไม่ปฏิเสธเลยว่าฉันรู้สึกอบอุ่นเมื่ออยู่ใกล้ๆเขา

"คุยกันหน่อยได้ไหม หรือว่ารีบไปนอน" เขาพูดท่ามกลางแสงไฟสลัวๆ ฉันส่ายหน้าเป็นเชิงบอกว่าไม่รีบ แต่ในใจก็หวั่นๆ กับคำพูดที่เขากำลังจะพูดอยู่เหมือนกัน เราสองคนตัดสินใจออกไปคุยกันที่นอกระเบียง เพื่อความเป็นส่วนตัว อีกอย่างน้องลูกหินเพิ่งจะหลับไป ฉันไม่อยากจะทำให้หรอกตื่นหรอกนะ
 

สายลมเย็นๆ ที่พัดผ่านทำให้อากาศบริเวณระเบียงห้องไม่ร้อนแล้วก็ไม่หนาวจนเกินไป อากาศตอนนี้สบายๆ เหมาะแก่การคุยอย่างยิ่ง เสียงรถราก็เริ่มจะเบาบางตามปริมาณรถที่จางหายไป

"กรุงเทพมากี่ครั้งๆ ก็วุ่นวายนะ" เขาพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มละไม

"พี่ดินชินกลับที่เชียงรายมากกว่าสิคะ ตอนที่กวางขึ้นไปอยู่ใหม่ๆ กวางเหงามากๆ เพราะชินกับที่นี่" ฉันพยายามพูดเหมือนกับทุกที แต่ก็รู้ว่ามันคงไม่เหมือนทุกที

ฉันไม่รู้เลยว่าเขาหันมามองหน้าฉันแบบเต็มๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่รู้สึกตัวอีกที แววตาคมๆ นั้นก็เล่นเอาใจฉันสั่นไหว ฉันไม่เข้าใจเลย ทั้งๆ ที่เขากับฉันเจอกันไม่กี่เดือน แต่ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงทำอะไรให้ฉันรู้สึกหวั่นไหวได้ขนาดนี้ นี่ฉันใจง่ายขนาดนี้เลยเหรอ

"พี่ทำให้กวางลำบากใจหรือเปล่า?" เขาถามฉันขณะที่มือของเขาก็เลื่อนที่ทัดผมให้ฉันเบาๆ เล่นเอาหน้าของฉันร้อนผ่าว แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธการกระทำของเขาแม้แต่น้อย เมื่อเห็นว่าฉันเงียบ ไม่ตอบรับไม่ปฏิเสธเขาจึงถือวิสาสะพูดต่อ

"ให้โอกาสพี่หน่อยนะ"

เขาพูดจบก็ก้มหน้ามาหาฉันที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง สัมผัสอุ่นๆ ที่ทาบทับลงมา สัมผัสที่ฉันไม่เคยให้ใคร แต่คราวนี้ฉันกลับไม่ปฏิเสธ ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองล่องลอยกับความนุ่มนวลของเขา ฉันปล่อยทุกอย่างให้มันเป็นไปตามที่ใจต้องการ
 
 

<<<   ไปที่ตอน    1    2    3       5    6    7    8    9    10    PosTscrIpt   >>>>