Make your own free website on Tripod.com
pue's tales ; tales from pue
My Dear2
Home
Fiction
HP-FanFiction
Non - Fiction
links

 
 
 
ตอนที่ 2

 หงุดหงิด หงุดหงิดเป็นที่สุด ทำไมฉันถึงหงุดหงิดน่ะเหรอ ก็เนื่องจากว่าฉันต้องตื่นจากฝันดีด้วยเสียงโทรศัพท์ที่ดังอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าฉันจะกดตัดสาย หรือว่าเอาหมนปิดหู มันก็ยังอยู่เรื่อยๆ ไม่รู้หรือไงนะว่าคนจะนอน อย่าให้รู้นะว่าใครโทรมา แม่จะกัดหัวกะโหลกให้แตกเลย

 "ว่าไง" ฉันกรอกเสียงงัวเงียๆ ออกไป หลังจากที่ดูชื่อคนที่โทรมา ถ้าไม่มีธุระอะไรนะ แม่จะส่งมะเหงกไปทางเครื่องบินเลยสิ คอยดู

 "ตะวันส่องก้นแล้วยังไม่ตื่นอีกเหรอ" เสียงอีกฝ่ายดูเหมือนจะหยอกเย้า แต่มันจะรู้ไหมว่าดวงมันจะถึงฆาตเร็วๆ นี้ มาแหย่เสือหลับเนี่ย มีความผิดมหันต์

 "ไอ้แม็กซ์ ถ้าแกไม่พูดธุระของแกออกมา แกตาย!!" ฉันพูดเสียงเหี้ยม ความง่วงนอนไม่เคยปรานีใคร โดยเฉพาะกับเพื่อนคนนี้

 "โหดว่ะ เออๆ ไม่มีอะไรหรอก แค่โทรมาคุยเล่น แกไม่อยู่กรุงเทพแล้วเหงาว่ะ" ดูมันพูดเข้าสิ เล่นเอาโกรธไม่ลงเลย แถมทำเสียงอ้อนๆ ด้วย

 "เออ ไม่ขึ้นมาเที่ยวบ้างว่ะ ไอ้ปิ่นยังขึ้นมาเลย" ฉันพูดเรื่อยๆ ตอนนี้ตาสว่างแล้วล่ะค่ะ ให้นอนต่อก็นอนไม่ได้แล้ว เอาสิถ้าตื่นแล้วไม่คุย แกตายไอ้แม็กซ์
 
 "เหรอ ไม่เห็นมันชวนเลย" ดูมันทำเสียงตื่นเต้น แต่ที่ปิ่นไม่ชวนน่ะถูกแล้ว เพราะไม่งั้นต้องเกิดการวางมวยขึ้นในรีสอร์ทงามๆ ของฉันแน่ๆ

 "เออ แต่แกไม่มาก็ดีแล้ว" ฉันพูดตามที่คิด ทำให้อีกฝ่ายร้อง 'อ้าว' ขึ้นมาทันที

 "ไอ้ปิ่นมันมากับแฟนมัน แกมาเดี๋ยวก็มีเรื่องอีก เอาไว้ว่างเมื่อไหร่ก็ขึ้นมาแล้วกัน รีสอร์ทฉันไม่หายไปไหนหรอก" ฉันพูดเรื่อยๆ พลางเดินเข้าไปในห้องน้ำล้างหน้าล้างตาเสียหน่อย ฉันก็คุยกับมันไปเรื่อยๆ ระหว่างที่คุยก็ล้างหน้าแปรงฟันไปด้วย เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา แม็กซ์ก็พูดนู่นพูดนี่ไปเรื่อย จนมาถึงประโยคนึงที่ทำให้ฉันสะดุดกึก

 "อืม แล้วแกเป็นไงบ้าง เหงาหรือเปล่า?"  เหงาหรือเปล่า? ฉํนทวนคำของแม็กซ์ในใจ ตอนนี้ปิ่นอยู่ก็คงไม่เหงามาก แต่ถ้าปิ่นกลับลงไปแล้วล่ะ คงเหงายิ่งกว่านี้แน่ๆ แต่จะยังไงได้ล่ะ ในเมื่อแต่ละคนก็มีวิถีชีวิตของตนเอง

 "ไม่หรอก ไอ้ปิ่นก็อยู่" ฉันตอบเสียงเบา "เออ แค่นี้ก่อนนะจะลงไปกินข้าวแล้ว แล้วเจอกัน"

 ฉันพูดตัดบทเอาเสียดื้อๆ เฮ้อ..สิ่งที่ฉันกลัวที่สุดในชีวิตนี้ก็คือความเหงาเนี่ยแหละนะ เพราะมันกร่อนใจเสียเหลือเกิน หัวใจใครที่ว่าแข็ง แต่หากความเหงาเข้าจู่โจมแล้ว ก็น้อยคนนักที่จะทานทนได้ ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
 
 "ตื่นแล้วเหรอ ฉันคิดว่าแกจะนอนถึงเที่ยงเสียอีก เนี่ยว่าจะมาปลุก" เสียงปิ่นพูดเจื้อยแจ้ว ทำให้ฉันหันไปมอง

 "เออ ไอ้แม็กซ์โทรมาแต่ปลุก เนี่ยเพิ่งวางไป" ฉันบอกปิ่นด้วยเสียงเนือยๆ

 ปิ่นดูเงียบขรึมไปสักพัก ฉันไม่รู้หรอกนะว่าในใจลึกๆ แล้วปิ่นจะคิดมากหรือเปล่าเรื่องที่ฉันสนิทกับแม็กซ์มาตั้งแต่สมัยมัธยม แต่พอฉันถามทีไรคำตอบที่ได้ว่าก็เป็น 'เปล่า' ทุกที เอาเถอะ เปล่าก็เปล่า เพราะถ้าถามตอนนี้คำตอบก็คงเป็นคำเดิม

 "กวางแกไม่คิดจะรักใครบ้างเหรอว่ะ" ปิ่นถามพลางมองหน้าฉันนิ่ง ฉันยิ้มแห้งๆ ให้มัน ก่อนที่จะตอบอย่างเคย

 "เนื้อคู่ฉันยังไม่เกิด ไปเถอะหิวแล้ว" ฉันพูดพลางฉุดมือมันให้ลุกขึ้นจากเตียงที่มันนั่งอยู่ แต่คราวนี้มันไม่ยอมลุกขึ้นง่ายๆ

 "ความจริงคนก็มาชอบแกเยอะนะกวาง อย่างพี่คี แม็กซ์ก็อย่างเนี้ย" ดูมันสิ ไม่ยอมลดลาวาศอกง่ายๆ

 "เรื่องของหัวใจนะปิ่น มันกำหนดไม่ได้หรอก ถ้ามันมาก็รู้เอง" ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นมาหน่อยนึง ทำให้ปิ่นมองหน้าฉันแล้วก็ยิ้มหวานให้ มันชอบยิ้มอย่างนี้นี่เอง แฟนมันถึงไม่ไปไหน

 "ฉันเป็นห่วงแกนะ" ปิ่นพูดเสียงนิ่ม ฉันรู้ปิ่น ทำไมฉันจะไม่รู้ว่าแกห่วงฉันแค่ไหน แต่ฉันไม่ใช่คนที่แสดงอะไรออกมาตรงๆ ฉันคิดไปถอนหายใจไป

 "ฉันรู้ ไปเถอะเดี๋ยวแม่รอ" ปิ่นมองหน้าฉันนิดนึง ก่อนที่จะลุกขึ้นตามแรงฉุด

 ความรักอย่างนั้นเหรอ ฉันก็ได้แต่จินตนาการ ยามที่คนเขารักกัน ดูแลเอาใจใส่กัน เข้าอกเข้าใจกัน ฉันรู้ว่ามันคงดี หากมีใครสักคนคอยเอาอกเอาใจ และอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ไม่ว่าจะยามสุขหรือทุกข์ก็มีคนช่วยแบ่งบัน แต่ว่าคนๆ นั้นของฉันมันจะมีหรือเปล่า....

 พอกินข้าวเสร็จ ฉันก็ออกไปนั่งเล่นอยู่ที่ระเบียง พรุ่งนี้ปิ่นก็จะกลับกรุงเทพแล้ว ฉันอดที่จะใจหายไม่ได้ คนเคยอยู่ด้วยกันมาตั้งหลายปี อยู่ๆ ก็ต้องจากกัน แต่ถึงเวลาก็ต้องทำใจล่ะนะ ฉันไม่อยากจะจากกับปิ่นทั้งน้ำตาเลย ถ้าจะจากกันก็ขอให้จากกันด้วยรอยยิ้มดีกว่า แต่จะทำได้หรือเปล่า...ก็ไม่รู้

 วันนี้ฉันตัดสินใจจะพาปิ่นไปเที่ยวแถวนี้ โดยการขี่จักรยานวนไปรอบๆ ความจริงแถวนี้ก็สวยไม่น้อยเลยล่ะ อยู่บนภูเขา แถมลึกเข้าไปในป่าก็มีน้ำตกสวยๆ อยู่แห่งนึง ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไหร่ แต่ก็ไม่นานหรอก เพราะลูกค้าที่มาพักที่รีสอร์ทก็มักจะไปเที่ยวที่นั่น โดยมีคนของรีสอร์ทพาไป แม่บอกกับฉันว่าเดี๋ยวนี้ทางที่จะไปไม่ยากลำบากอย่างเคยแล้ว
 

 "ให้พ่อเลี้ยงพาไปนะกวาง แม่โทรไปบอกแล้ว" อีกแล้วไงแม่ฉัน หาเรื่องอีกแล้ว หาเรื่องจับคู่เสียจริงเลย

 "ไม่ต้องหรอก เมื่อวานก็ลำบากเขามาทีนึงแล้ว เขาไม่ใช่ญาติพี่น้องเราเสียหน่อย เดี๋ยวจะตำหนิได้ เดี๋ยวแม่โทรไปบอกเขาเลยแล้วกันว่ากวางจะไปกันเอง"
 
 "แต่ว่า....." แม่พยายามจะทัดทาน แต่บอกให้รู้เอาไว้เลยว่า คราวนี้ฉันไม่ยอม
 
 "แม่คะ!!" ฉันพูดเสียงแข็ง เพื่อให้รู้ว่าฉันไม่พอใจอย่างมากที่แม่ทำอย่างนี้

 "ตามใจกวางแล้วกัน แต่กวางโทรไปบอกพ่อเลี้ยงเองนะ แม่ไม่ยุ่งด้วย"

 ก็ได้...โทรเองก็ได้ เพราะยังไงอีตาพ่อเลี้ยงนั่นก็คงจะไม่อยากไปกับฉันเท่าไหร่หรอก คงจะแม่เนี่ยแหละที่เจ้ากี้เจ้าการอยากจะให้ฉันกับเขาสนิทกัน ว่าแล้วฉันก็เดินไปที่โทรศัพท์แล้วก็กดเบอร์ของเขา

 ฉันรอสัญญาณอยู่หลายครั้งทีเดียวกว่าจะมีคนรับ พอมีคนรับฉันก็บอกความต้องการของฉันที่จะพูดสายกับพ่อเลี้ยง คนของเขาก็เงียบหายไปตามให้ สักพักก็มีเสียงใสๆ กรอกมาใหม่...แต่ไม่ใช่เสียงของพ่อเลี้ยง
 
 "พี่กวางเหรอครับ แป๊บนึงนะครับ ลูกหินกินข้าวก่อน พ่อบอกว่าถ้าลูกหินไม่กินข้าวก่อนก็ไม่ให้ไป" เสียงลูกหินพูดออกมาด้วยเสียงที่กระตือรือร้นสุดฤทธิ์ ทำให้ฉันอ้าปากค้างเลยทีเดียว
 
 "จ๊ะ ไม่ต้องรีบหรอก พี่จะโทรมาบอกว่า พี่ก็คงจะเสร็จช้าหน่อย" ทำไมกันนะ ฉันต้องเป็นโรคแพ้ความน่ารักของเด็กด้วย ฉํนตั้งใจจะโทรมาปฏิเสธ แต่พอได้ยินเสียงน้องลูกหิน ฉันกลับ...ปฏิเสธไม่ลง

 "ฮะ พี่กวางต้องรอลูกหินนะครับ ลูกหินชอบไปที่น้ำตก ตั้งแต่แม่ไม่อยู่ พ่อก็ไม่เคยพอลูกหินไปอีกเลย" ...อา....ดูเหมือนว่าตอนนี้ฉันกำลังพ่ายแพ้ ฉันหันไปมองหน้าแม่ที่กำลังยิ้มกรุ้มกริ่มด้วยความถูกใจ ใช่สิ แม่ได้ยินทุกคำพูดที่ฉันพูดออกไป ก็ได้..ครั้งนี้ครั้งสุดท้ายนะแม่จ๋า

 "ครับ แล้วเจอกันนะครับ"

 พอวางสายฉันก็มองหน้าแม่งอนๆ ก่อนที่จะเดินไปในบ้าน เพื่อเก็บข้าวของ แพ้แล้วนี่ จะอยู่ให้เจ็บช้ำน้ำใจไปทำไม แต่แม้จะรีบเดินยังไงก็ยังแอบได้ยินเสียงแม่หัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจกับยัยปิ่น ให้ตายสิ...จำไว้เลย

 

 ทริปการเดินทางไปเที่ยวน้ำตกโดยทางจักรยานหนนี้ประกอบไปด้วยสมาชิก 6 คน ได้แก่ ฉัน ปิ่น พี่ภู (แฟนของปิ่น) พ่อเลี้ยง น้องลูกหิน และสาวน้อยหน้าแฉล้มคุณแบม คุณแบมเป็นเพื่อนของพ่อเลี้ยงที่อยู่ในัวเมือง พอดีว่าวันนี้มาหาพ่อเลี้ยงกะทันหัน พ่อเลี้ยงก็เลยชวนมาด้วย แต่สายตาที่คุณแบมมองพ่อเลี้ยงนี่สิ มันไม่ธรรมดาเลย ผู้หญิงด้วยกันมักจะดูออก ว่าคุณแบมอะไรเนี่ยชอบพ่อเลี้ยงไม่น้อยเลยทีเดียว

 "ดินคะ เหนื่อยไหม?" อ่า...มาแล้วไง ปฐมบทของความหวาน คุณแบมเรียกพ่อเลี้ยงด้วยชื่อเฉยๆ คงสนิทกันพอดู เอาล่ะ..เขาจะหวานกัน ฉันขี่ช้าลงมาหน่อยดีกว่า มารวมกลุ่มกับปิ่นข้างหลังคงจะดีกว่าดูเขาสวีทกันข้างหน้า

 "พี่ภูดอกไม้ดอกนั้นสวยจัง" เสียงยัยปิ่นพูดกับแฟนมันขณะขี่จักรยาน แต่มันก็ไม่เท่าที่พี่ภูตอบมาหรอก

 "สวยสู้ปิ่นไม่ได้หรอก"

 ใครก็ได้ พาฉันออกไปจากตรงนี้ที ทั้งข้างหน้าข้างหลัง ไม่ไหวแล้วพูดไม่ออก บอกไม่ถูก บอกเอาไว้อย่างนึงว่าฉันไม่ถูกโรคกับความหวานอย่างแรง อย่ามาหวานกันแถวนี้ได้ไหม ...มันอิจฉา...

 "เหนื่อยเหรอครับ?" เสียงพ่อเลี้ยงถามฉัน เขาผ่อนแรงในการขี่ลงมานิดหน่อย ทำให้ฉันมองหน้าเขาประหลาดๆ
 
 "อะไรทำให้พ่อเลี้ยงคิดอย่างนั้นคะ?" ฉันถามกลับ ถามใครไม่ถาม ถามคนถึกๆ อย่างฉัน ฉันไม่ใช่คุณหนูที่เอาแต่นั่งงอมืองอเท้านี่นา

 "เห็นขี่ช้าลง พักก่อนไหม?" ฉันจะบอกกับเขายังไงดี ว่าที่ขี่ช้าลง เพราะไม่อยากจะถูกมดกัดตายก่อนวัยอันควร

 "ไม่เป็นไรค่ะ" ฉันตอบเบาๆ แล้วก็เร่งจังหวะขึ้นไปทันที ฉันไม่ต้องการที่จะสนิทสนมกับพ่อเลี้ยงมากไปกว่านี้ ไม่ใช่กลัวใจตัวเอง แต่กลัวว่าใครต่อใครจะเข้าใจผิด อย่างน้อยก็คุณแบมนั่นยังไงล่ะ ไหนจะแม่อีก ฉันไม่อยากให้แม่ดีใจเก้อ เพราะคิดว่าแผนของตัวเองสำเร็จ เพราะฉันไม่มีทางตกลงปลงใจกับผู้ชายที่แม่หามาให้อย่างเด็ดขาด...ไม่มีทาง!!
 
 เราขี่จักรยานกันมาสักพักก็ต้องลงเข็น เพราะทางที่จะไปต่อไปนี้ไม่ใช่ทางที่สามารถจะขี่จักยานเข้าไปได้ พวกเราจึงตัดสินใจจอดจักรยานเอาไว้ตรงทางเข้าที่น้องลูกหินบอกว่าเป็นซุ้มประตู หลังจากที่ฝากจักรยานไว้กับต้นไม้ต้นใหญ่แล้ว พวกเราก็ตกลงใจที่จะจับคู่เดิน ทีแรกฉันจะจับคู่กับน้องลูกหิน แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้น้องลูกหินจะแปลงร่างเป็นก้างชิ้นโตของคุณแบม เพราะแกไม่ยอมห่างจากพ่อเลี้ยงแม่เพียงเสี้ยววินาที คงจะหวงพ่อ ก็เลยกลายเป็นว่าคุณแบมเลยมาจับคู่กับฉัน เพราะจะให้ฉันหรือคุณแบมไปจับคู่กับพี่ภูมันก็กระไรอยู่ จริงไหม?

 "คุณกวางรู้จักกับดินมานานแล้วเหรอคะ?" คุณแบมเริ่มบทสนทนาบทแรก ฉันมองหน้าก่อนที่จะส่ายหัวเบาๆ

 "คงเป็นแม่ที่รู้จักกับพ่อเลี้ยงมานาน ฉันเพิ่งมาจากกรุงเทพน่ะค่ะ แม่ก็เลยขอร้องให้พ่อเลี้ยงช่วยพาฉันเที่ยว เพราะคนอื่นๆ ไม่ว่าง" ฉันตอบไปตามตรง พลางพยายามคิดตามที่แม่บอกจริงๆ

 'คนในรีสอร์ทเหรอลูก ทุกคนต้องทำงานเตรียมเอาไว้ เดี๋ยวจะวันหยุดยาว คนมาพักเยอะ'

 นั่นแหละค่ะ คำพูดของแม่สุดที่รักของฉัน เมื่อฉันถามว่าทำไมต้องให้พ่อเลี้ยงพาไป แทนที่จะเป็นคนที่รีสอร์ท

 "คุณแบมไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ" ฉันพูดเป็นนัยๆ ทำให้คุณแบมมองฉันตาค้าง ให้ตายสิ ฉันอยากตบปากตัวเองจริงๆ ไอ้โรคพูดตรงเป็นขวานผ่าซากเนี่ย แก้เท่าไหร่ก็ไม่หายเสียที

 "เรารีบเดินตามสองคนนั่นไปกันเถอะค่ะ เดี๋ยวจะไม่ทัน" คุณแบมพูดขณะที่หน้าแดงเป็นลูกตำลึงเลยทีเดียว คงกำลังคิดว่าฉันรู้ได้ยังไง แต่อยากบอกเหมือนกันว่าตาฉันก็ไม่ได้บอด แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งขนาดนั้น เป็นใครใครก็รู้

 หลังจากที่ฉันปากหมาพูดออกไปตรงๆ คุณแบมก็เดินเงียบไปตลอดทาง ไม่พูดอะไรสักคำ แต่แทนที่จะรู้สึกอึดอัด ฉันกลับรู้สึกดีกว่าที่คุณแบมพยายามจะพูดกับฉันอย่างพยายามที่จะตรวจสอบว่าฉันกับพ่อเลี้ยงมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
 
 เมื่อไม่ต้องปั้นหน้าปั้นใจคุยกับใครแล้ว ฉันก็เดินมองสิ่งแวดล้อมรอบตัวอย่างเพลิดเพลิน ในป่าที่มีน้ำตกมักจะเป็นอย่างนี้เสมอ มีความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก ต้นไม้สูงๆ ขึ้นเต็มไปหมด เสียงนกร้องอย่างมีความสุข จนฉันเองต้องพยายามเดินให้เงียบที่สุด เพื่อที่จะไม่ไปรบกวนความสุขของมัน ระหว่างทางฉันถ่ายรูปเอาไปเยอะเลยล่ะ เจ้ากล้องดิจิตอลซุปเปอร์ซูมที่ฉันซื้อมาก่อนที่จะขึ้นมาที่นี่ทำหน้าที่ได้แจ๋วแหววไปเลย ชัดทุกช็อตเลยทีเดียว ฉันแอบถ่ายรูปนกตัวเขียวๆ แดงๆ โดยที่ไม่ต้องเข้าไปรบกวนในเลยได้ตั้งหลายตัว นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่ฉันไม่ได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์ขนาดนี้
 "ถึงแล้วววววว" เสียงน้องลูกหินร้องตะโกนขึ้นมาด้วยความดีใจ พลางวิ่งไปข้างหน้า เล่นเอาพ่อเลี้ยงผวาตาม แต่ในที่สุดก็คลี่ยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู

 "ระวังนะครับ" พ่อเลี้ยงตะโกนไล่หลัง แต่เนื่องจากตอนนี้ไม่ใช่หน้าน้ำหลาก น้ำตกจึงไม่อันตรายเท่าไหร่นัก แต่ก็พอมีน้ำใสๆ สร้างความชุ่มชื้นให้ป่าบริเวณนี้

 "แกคงดีใจนะคะ ได้มาเที่ยวอย่างนี้" ไม่ใช่ฉันพูดหรอกค่ะ เป็นเสียงคุณแบม ตอนนี้เธอเดินไปเคียงข้างพ่อเลี้ยง ส่วนฉันน่ะเหรอกึ่งวิ่งกึ่งเดินตามน้องลูกหินไป น้ำใสๆ อย่างนี้ไม่ได้เล่นมานานแล้ว ขอเล่นให้สะใจทีเถอะ ดังนั้นฉันจึงไม่ได้ฟังคำพูดประโยคต่อไปของพ่อเลี้ยงว่าพูดอะไรกลับไป แต่ก็คงเป็นเป็นประโยคหวานๆ ที่พูดกันประจำ เขามีคนรักอยู่แล้ว แม่คิดยังไงให้ฉันไปจับคู่กับพ่อเลี้ยงน้า...
 

 หลังจากที่เล่นน้ำกันอยู่นาน พวกเราก็พักทานข้าวเที่ยง ความจริงแล้วก็มีคนเล่นอยู่แค่ 3 คน ก็คือ ฉันปิ่น แล้วก็น้องลูกหิน นอกนั้นเขาขอชื่นชมความงามตามธรรมชาติกันมากกว่า พวกเรานั่งกินข้าวเหนียวกับอาหารเหนืออีกหลายอย่างที่แม่กับปิ่นช่วยกันทำกันอย่างเอร็ดอร่อย แน่นอนว่าน้ำตกที่นี่ไม่มีห้องอาบน้ำห้องเปลี่ยนชุด ดังนั้นพวกเราจึงนั่งต้องตากลมให้ตัวแห้ง แต่ฉันคิดว่ามันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่กลับรู้สึกว่าได้สัมผัสกับธรรมชาติมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

 
 พวกเรานั่งพักกันสักพัก ก็แยกย้ายกันชมธรรมชาติกันตามอัธยาศัย ยัยปิ่น พี่ภู แล้วก็ฉันตัดสินใจจะเดินขึ้นไปชั้นที่ 2 ของน้ำตก ปล่อยให้ที่เหลืออยู่ด้านล่าง ความจริงน้องลูกหินก็จะเดินตามพวกเราไปด้วยแหละ แต่ความที่ว่าคุณแบมเธอรู้สึกเมื่อยขา พ่อเลี้ยงเลยต้องอยู่ด้วย พอเห็นพ่ออยู่กับคุณแบมสองคน โรคหวงพ่อก็กำเริบขึ้นมาทันที งานนี้ฉันเลยต้องเดินทางไปเป็นก้างยัยปิ่น ทิ้งให้น้องลุกหินเป็นก้างคุณแบม
 
 "แกว่าไหมกวางว่าคุณแบมอะไรนั่นต้องแอบชอบพ่อเลี้ยงอยู่แน่ๆ เลย" ปิ่นพูดพลางทำหน้าย่น

 "ฉันว่าเขาไม่แอบแล้วปิ่น ออกนอกหน้าขนาดนั้น" ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย ฉันไม่รู้สึกอะไรหรอก ก็ฉันไม่ชอบอีตาพ่อเลี้ยงนั่นนี่

 "แต่พ่อเลี้ยงนั่นท่าทางจะไม่เล่นด้วยนะ" พี่ภูพูดขึ้นมาบ้าง "แต่ที่แน่ๆ ลูกชายพ่อเลี้ยงเขาท่าทางจะไม่ชอบคุณแบมอย่างแรงเลยล่ะ เห็นไหมตอนที่ขี่จักรยานกันมา มองหน้าคุณแบมโกรธๆ ด้วย"

 "เอ๊ะ หรือคุณแบมจะเป็นคนที่ทำให้คุณแม่น้องลูกหินต้องออกไปจากไร่" ปิ่นตั้งข้อสังเกต ทำให้ฉันมองคนคู่นี้ด้วยสายตางุนงงเป็นอย่างมาก พอปิ่นมองหน้าฉันก็หัวเราะเอิ้กอ้ากขึ้นมา น่าเกลียดจริงๆ เพื่อนฉัน

 "แม่เขาเล่าให้ฉันฟังว่าพ่อเลี้ยงเลิกกับแม่น้องลูกหินเพราะความหึงหวง" ปิ่นเฉลยข้องุนงงในใจของฉัน ทำให้ฉันร้องอ๋อขึ้นมาในใจ

 คนที่ทำให้พ่อแม่เลิกกัน ก็เป็นธรรมดาแหละนะที่จะไม่ชอบ และยิ่งเป็นเด็กแล้วล่ะก็ ชอบก็บอกว่าชอบ เกลียดก็บอกว่าเกลียด ไม่มีมาทำหน้าอย่างลับหลังอย่างอยู่แล้ว

 
 พวกเราเดินคุยกันมาไม่นานก็มาถึงบริเวณน้ำตกชั้นที่ 2 น้ำตกชั้นนี้ก็สวยงามไม่แพ้อย่างล่าง หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ แถมยังมีพันธุ์ไม้แปลกๆ โดยเฉพาะกล้วยไม้ป่า ฉันชอบดอกกล้วยไม้มากๆ มันมีสเน่ห์ที่ชวนให้หลงใหล และยิ่งกล้วยไม้ป่าแล้วยิ่งสวยงามยิ่งกว่ากล้วยไม้ที่เขาเลี้ยงกันเข้าไปใหญ่ หรืออาจจะเป็นเพราะมันหายากด้วยก็ไม่รู้ ฉันถ่ายรูปกล้วยไม้ป่าไปหลายใบอยู่เหมือนกัน สงสัยว่าฉันต้องขอแม่ทำเรือนกล้วยไม้เสียแล้วสิ

 แม้ว่าข้างบนจะสวยงามจนเรารู้สึกเพลิดเพลิน จนอยากนั่งอยู่นานๆ แต่ไม่นานนักพวกเรานักก็ลงมาข้างล่าง ด้วยเหตุที่ไม่อยากจะให้อีกฝ่ายรอนานจนเกินไป แม้ว่าบางคนอาจจะอยากให้เราอยู่นานๆ อย่างคุณแบมหรืออาจจะเป็นอีตาพ่อเลี้ยงด้วยก็ตามเถอะ

 ขากลับก็เหมือนขาไป พวกเราเดินคุยกันมาเรื่อยๆ อย่างสนุกสนาน แม้ว่าพี่ภูจะเป็นแฟนปิ่นฉันก็สนิทสนมกับพี่ภูพอสมควร เพราะบางทีเราก็ไปเที่ยวกันสี่คน มีฉัน ปิ่น พี่ภู แล้วก็พี่คี เพื่อนของพี่ภู พี่ภูเป็นคนอารมณ์ดีก็มักจะเล่าเรื่องราวขำๆ ให้เขาพวกเราฟัง พวกเราจึงหัวเราะกันมาตลอดทาง และต้องมาหยุดอย่างกะทันหัน เพราะเสียงตวาดของใครบางคน ที่ดังสนั่นลั่นป่า

 "ลูกหินขอโทษน้าแบมซะ!!" ฉันมองเห็นพ่อเลี้ยงยืนทำหน้าขมึงตึงใส่น้องลูกหิน น้องลูกหินก็ปิดปากเงียบไม่พูดอะไรสักคำ แถมดูเหมือนว่าน้ำตาหยดน้อยๆ กำลังจะหยดลงบนแก้มยุ้ยๆ เสียด้วยสิ

 แต่ขอโทษเถอะนะ ถึงฉันไม่ใช่น้องลูกหินคนที่ถูกตวาดโดยตรง ฉันยังอดที่จะสะดุ้งไม่ได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับเด็กอายุ 4-5 ขวบที่กำลังตัวสั่นปากสั่นอยู่ตอนนี้ ฉันไม่รู้หรอกนะว่ามีเรื่องอะไรกัน แต่ฉันไม่ชอบให้เด็กถูกตวาด ตาพ่อเลี้ยงนั่นจะรู้ไหมว่าเด็กมันจะจำฝังใจ เขาเป็นพ่อประสาอะไรเนี่ย

 "พ่อบอกว่าให้ขอโทษยังไงเล่า" เสียงพ่อเลี้ยงยังสั่งไม่หยุด ฉันเห็นตาลูกหินเม้มปากแน่น แววตาบอกว่า 'ให้ตายก็ไม่ขอโทษเด็ดขาด'

 "มีเรื่องอะไรกันคะ?" ฉันพยายามบังคับเสียงให้เป็นปกติ งานนี้ขอยุ่งหน่อยเถอะ มันเรื่องอะไรร้ายแรงถึงต้องตวาดกันอย่างนี้

 "ผมแค่สั่งสอนลูกของผม" นั่นไง เขาพูดประมาณว่าห้ามฉันยุ่งเสียด้วย แต่ตอนนี้ไม่ให้ยุ่งมันช้าเกินไปแล้วล่ะ เพราะตาลูกหินเข้ามาเกาะขาฉันประมาณหาที่พึ่ง ฉันมองพ่อเลี้ยงนิ่งไม่พูดอะไรสักคำ โอเค...ฉันไม่ยุ่งที่คุณจะมีเรื่องอะไรกับลูก แต่ฉันคงต้องยุ่งกับเด็กล่ะนะว่ามีอะไรถึงมากอดขาฉันแน่นอย่างนี้

 "เป็นอะไรหรือเปล่าครับ" ฉันถามน้องลูกหินพลางนั่งยองๆ แล้วลูบหัวน้องลูกหินเป็นเชิงปลอบใจ

 "พ่อไม่รักลูกหิน ลูกหินคิดถึงแม่" พูดได้เท่านั้นน้องลูกหินก็ผวาหาฉันแล้วก็ร้องไห้โฮ ทำให้ฉันนึกเคืองพ่อเลี้ยงขึ้นมาทันที

 "ลูกหิน" ดูเหมือนว่าเขาจะตกใจพอควรเลยที่ลูกชายของเขาพูดอย่างนั้นออกมา ฉันเลยมองหน้าเขาเป็นเชิงบอกว่า 'สาแก่ใจแล้วใช่ไหม ที่ทำให้ลูกพูดคำนี้ออกมาได้'

 ตลอดทางที่ลูกหินซ้อนท้ายฉันกลับแกไม่พูดอะไรตลอดทาง แม้ว่าฉันจะชี้ให้แกดูนู่นดูนี่ และที่สำคัญแกไม่พูดกับพ่อเลี้ยงเลย ไม่ว่าพ่อเลี้ยงจะขู่หรือจะปลอบก็ตาม แถมเดินมาซ้อนท้ายฉันเฉย เล่นเอาพ่อเลี้ยงอ้าปากค้างไปเลย

 "ไหวไหมครับกวาง" พ่อเลี้ยงถามฉันขณะขี่จักรยานตีคู่ขึ้นมา ฉันพยักหน้าเบาๆ แต่เอ๊ะเมื่อกี้เขาเรียกฉันว่าอะไรนะ 'กวาง' ใช่....แค่กวางเฉยๆ ฉันหูไม่ฝาดใช่ไหม นี่เขาถือดียังไงมาเรียกชื่อฉันเฉยๆ ไม่สนิทกันเสียหน่อย

 "ลูกหินมาซ้อนพ่อมา พี่กวางคงเหนื่อยแล้ว" พ่อเลี้ยงพูดเสียงนุ่ม แต่กลับทำให้ลูกหินกอดฉันแน่นกว่าเดิม

 "ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ตาลูกหินไม่หนักหรอกค่ะ" ฉันตอบ แล้วก็จับมือลูกหินที่กอดเอวฉันแน่นเพื่อให้แกหายเกร็ง ทำให้แกดูผ่อนคลายไปเยอะ

 "ลูกหินจะนวดขาให้ตอนถึงบ้านนะครับ" น้องลูกหินพูดพึมพำ แกคงกลัวว่าถ้าฉันเหนื่อยแล้วฉันจะให้แกไปอยู่กับพ่อ

 "น้องลูกหินไม่หนักหรอกครับ แค่นี้พี่กวางสบายมาก ถ้าน้องลูกหินอยากช่วยพี่กวาง ร้องเพลงสักเพลงให้พี่กวางฟังแล้วกัน ดีไหม?"

 น้องลูกหินพยักหน้าเบาๆ ก่อนที่จะร้องเพลงออกมา เพลงที่น้องลูกหินร้องออกมาทำให้ฉันและทุกคนอมยิ้ม สมกับเป็นหนุ่มเหนือจริงๆ ร้องเพลงโรงเรียนเหนือๆ ได้น่ารักมาก

 "กวางรู้หรือเปล่าว่ามีหมู่บ้านชาวเขาอยู่แถวนี้ด้วยนะ บางทีคุณน้าก็จะพาลูกค้าไปดูการแสดงที่นั่น" พ่อเลี้ยงพูดกับฉันก็จริง แต่ตาก็มองไปที่ลูกหิน ทำให้ฉันเข้าใจความหมายทันที โอเคช่วยก็ได้

 "น่าสนใจนะคะ น้องลูกหินเอาไว้เราไปด้วยกันไหมครับ" ฉันหันไปพูดกับน้องลูกหินที่นั่งเกาะเอวฉันแน่น

 "ครับ แต่ไม่เอาน้าแบมไปด้วยนะครับ" น้องลูกหินพูดออกมาซื่อๆ แต่ก็ทำให้ใครบางคนหน้าชา แล้วก็ทำให้ใครหลายคนโกรธขึ้นมาอีกครั้ง

 "ลูกหิน!! พูดไม่น่ารักอีกแล้วนะ"

 ให้ตายสิคนๆ นี้ทำไมถึงชอบทำให้ลูกกลัวนะ แกกลัวจนตัวสั่นไปหมดแล้ว เขาจะรู้บ้างไหมเนี่ย ฉันเห็นสถานการณ์ไม่ค่อยดีก็เลยเร่งจังหวะการปั่นให้เร็วขึ้น ก่อนที่เขาจะเขวี้ยงระเบิดใส่ลูกชายคนเดียวของเขา พอไกลมาจากพ่อเลี้ยงฉันก็ได้ยินเสียงลูกหินร้องไห้สะอื้นเบาๆ ที่หลังของฉัน เล่นเอาฉันทำอะไรไม่ถูกไปเลยทีเดียว

 เด็กที่บ้านแตก..ต้องการความรักมากกว่าปกติ แต่ใครหลายคนกลับมองว่าพวกแกสร้างปัญหา ทำไมพ่อเลี้ยงถึงไม่เข้าใจนะ
 
 "เด็กแกไม่เข้าใจอะไรมากนักหรอกนะคะ นอกจากสิ่งทีคุณแสดงออกมาให้แกเห็น" ฉันพูดหลังจากที่เรากลับมาถึงบ้านฉันแล้ว ฉันสะกิดพ่อเลี้ยงให้มาคุยด้วย แล้วฝากน้องลูกหินเอาไว้กับแม่ จากการที่ฉันเห็นเขาระเบิดอารมณ์ใส่น้องลูกหินสองครั้งในวันเดียวกัน ฉันคิดว่าฉันควรที่จะคุยกับเขา ฉํนไม่ชอบหน้าเขาก็จริง แต่ฉันทนเห็นเด็กมีบาดแผลไม่ได้

 "ตาลูกหินเป็นลูกของผม ผมรู้ดีว่าควรจะทำยังไงกับแก" เขาพูดเสียงแข็ง ทำให้ฉันกลืนน้ำลายด้วยความยากลำบาก นี่เขากำลังหาว่าฉันยุ่งใช่ไหม?
 
 "ฉันไม่อยากจะยุ่งหรอกนะคะ แต่การที่เด็กตัวสั่นเพราะกลัวพ่อของตัวเองคุณคิดว่ามันปกติอย่างนั้นเหรอ?" ฉันไม่รู้สึกตัวไปด้วยซ้ำว่าฉันพูดตวาดออกไปได้ยังไง แต่ฉันรู้สึกโมโหผู้ชายคนนี้เสียเหลือเกิน ผู้ชายที่ฉันอยากจะรู้ว่าแม่คิดยังไงถึงจับคู่ให้ฉันกับผู้ชายคนนี้ ผู้ชายที่ในสายตาฉันไม่มีอะไรดีสักอย่าง

 "คุณคิดว่าเหรอว่าทำไมเด็กมันพูดว่าคุณไม่รักแก ทำไมแกถึงเรียกร้องหาแม่ แน่ล่ะสิว่าคุณคงไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของแก เพราะคุณมัวแต่คิดถึงตัวเอง" ฉันพูดไปน้ำตาไหลไป ราวกับว่าฉันรับเอาความรู้สึกของลูกหินเข้ามาทั้งหมด รับเอาความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ความเหงาว้าเหว่ ไม่มีใครกอด ไม่มีใครเข้าใจ....แม้แต่พ่อแท้ๆ ของตัวเอง

 "ผม..ผมแค่ไม่อยากตามใจแกจนเคยตัว วันนี้แกว่าแบมแรงขนาดนั้น ถ้าผมไม่ปรามแกล่ะ แกจะเคยตัว" พ่อเลี้ยงพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง ฉันแค่นยิ้มให้เขา แล้วปาดน้ำตาที่ไหลลงมาอย่างต่อเนื่อง

 "ปรามด้วยการตะคอกเหรอคะ อย่าว่าแต่เด็ก 5 ขวบเลยค่ะ ฉันโตขนาดนี้เลยฉันยังสะดุ้งเลย ทำไมคุณถึงไม่พูดกับแกดีๆ" ฉันพูดพลางหันหน้าไปมองทางอื่น พยายามที่จะระงับอารมณ์ "คุณทำอย่างนี้จะทำให้แกคิดว่าคุณเห็นคุณแบมดีกว่าแก"
 
 "ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น แต่จะให้ผมทำยังไง ถ้าผมไม่ดุก็จะเป็นการเสียมารยาทต่อแบม"
 
 "คุณไม่ยอมเสียมารยาท แต่คุณยอมให้คนที่คุณรัก แล้วเขาก็รักคุณเสียใจเหรอคะ ถ้าคุณคำนึงถึงมารยาทเสมอ แล้วทำอย่างนี้กับแม่น้องลูกหินด้วย ฉันไม่แปลกใจเลยที่เธอจะจากคุณไป" ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความกล้า เอาสิจะพูดจะว่าว่ายุ่งยังไงก็ตามสบาย แค่ฉันได้พูดในสิ่งที่ฉันอยากพูดไปแล้ว

 ฉันเหลือบไปมองพ่อเลี้ยงที่ตอนนี้นิ่งเสียจนน่ากลัว ก่อนที่จะเบือนหน้าไปทางอื่นก่อนที่เขาจะหันมามอง

 "ฉันต้องการพูดแค่แหละค่ะ ถ้ายังไงขอตัว" น่าแปลกที่เขาไม่รั้ง หรือว่าพูดอะไรอีกเลย บางทีเขาอาจจะต้องการเวลาในการที่จะคิดก็เป็นได้ ฉันก็หวังว่าเขาจะคิดได้ เขาจะได้ไม่ต้องสูญเสียใครไปอีก และน้องลูกหินก็ไม่ต้องเจ็บซ้ำตรงที่เดิม

<<<<  ไปที่ตอน    1    2    3       5    6    7    8    9    10    PosTscrIpt    >>>>